รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน
รหัสโครงการ
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
วันที่อนุมัติ 24 มิถุนายน 2562
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ตุลาคม 2561 - 30 สิงหาคม 2562
งบประมาณ 250,000.00 บาท
ผู้รับผิดชอบโครงการ นาย วันชัย แก้วหนูนวล
พี่เลี้ยงโครงการ
พื้นที่ดำเนินการ จังหวัดนราธิวาส
ละติจูด-ลองจิจูด 6.4388210076933,101.78526429732
งวดสำหรับการทำรายงาน
งวดวันที่งวดโครงการวันที่งวดรายงานงบประมาณ
(บาท)
จากวันที่ถึงวันที่จากวันที่ถึงวันที่
1 1 ก.พ. 2562 30 ก.ย. 2562 1 ก.พ. 2562 30 ก.ย. 2562 250,000.00
รวมงบประมาณ 250,000.00

ข้อมูลในการดำเนินโครงการ

สถานการณ์

สถานการณ์ปัญหาขนาด

สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) พบว่าศักยภาพและระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยหลายด้านยังต่ำกว่าเป้าหมาย และไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมบนฐานความรู้ ปัญหาสำคัญ เช่น การศึกษาและ การเรียนรู้ของคนไทยยังมีปัญหาเชิงคุณภาพ เด็กปฐมวัยยังมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัย เพราะครอบครัวไม่มีความรู้และขาดเวลาในการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม และเด็กวัยเรียนยังมีปัญหาด้านสติปัญญาเพราะคุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยปรับตัวดีขึ้นช้าและลดลงในบางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวน ทั้งนี้อันดับความสามารถในการแข่งขันซึ่งจัด โดย International Institute for Management Development (IMD) ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๓๐ จากจำนวนประเทศทั้งหมด ๕๙ ประเทศ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา และล่าสุดในปี ๒๕๕๙ อันดับได้ปรับดีขึ้น เล็กน้อยเป็นอันดับที่ ๒๘ จากจำนวนประเทศทั้งหมด ๖๑ ประเทศ ซึ่งชี้ว่าความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของไทยในช่วง ๕ ปีของแผนพัฒนาฯ เมื่อเทียบกับต่างประเทศยังปรับตัวดีขึ้นได้น้อยมาก กล่าวได้ว่าข้อจำกัดต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นเกิดจากปัจจัยหลักทั้งในเรื่องปัญหาคุณภาพคนต่ำ การพัฒนาความรู้และทักษะของแรงงานไม่ตรงกับตลาดงาน คนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถคัดกรองและเลือกรับ ๑๒ วัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลต่อวิกฤตค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ดังนั้นการพัฒนาในระยะต่อไปจึงต้องให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการพัฒนาคนให้มีความสมบูรณ์ เพื่อให้คนไทยมีทัศนคติ และพฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล และสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าว การเตรียมพร้อมด้านกำลังคนและการเสริมสร้างศักยภาพของประชากรใน ทุกช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง ภายใต้เงื่อนไข การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงไปสู่โครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยสมบูรณ์เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ และเกิดการขาดแคลนแรงงาน ผลิตภาพแรงงานต่าง คุณภาพคนยังมีปัญหาในทุกช่วงวัยและส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกันตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่ พัฒนาการไม่สมวัยในเด็กปฐมวัย ผลลัพธ์ทางการศึกษาของเด็กวัยเรียนค่อนข้างต่าง แรงงานมีปัญหาทั้งในเรื่อง ความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงาน และผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพโดยที่จำนวน ไม่น้อยต้องพึ่งพิงผู้อื่นในการดำเนินชีวิต เป็นต้น ดังนั้น จุดเน้นการพัฒนาคนที่สำคัญในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ มีดังนี้ ๑) การพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัยให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีทักษะทางสมอง ทักษะ การเรียนรู้ ทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ๒) การหล่อหลอมให้คนไทยมีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ดีทางสังคม คนไทยในทุก ช่วงวัยเป็นคนดี มีสุขภาวะที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย มีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม ๓) การพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของคน มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงวัยเพื่อวางรากฐานให้เป็นคนมีคุณภาพในอนาคต การพัฒนาทักษะสอดคล้องกับความต้องการ ในตลาดแรงงานและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ของคนในแต่ละช่วงวัยตามความ เหมาะสม เช่น เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นพัฒนาทักษะการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์รวมทั้ง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาให้มีความพร้อมในการต่อยอดพัฒนาทักษะในทุกด้าน มีทักษะการทำงานและ การใช้ชีวิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดงาน วัยแรงงานเน้นการสร้างความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพที่สอดคล้อง กับตลาดงานทั้งทักษะขั้นพื้นฐาน ทักษะเฉพาะในวิชาชีพ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ทักษะ การประกอบอาชีพอิสระ วัยสูงอายุเน้นพัฒนาทักษะที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและ ประสบการณ์ ๔) การเตรียมความพร้อมของกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตอย่างสำคัญ ๕) การยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศในทุกระดับและยกระดับ การเรียนรู้ โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ปรับระบบ การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาคุณภาพครูทั้งระบบ รวมทั้งการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ ความเป็นเลิศในสาขาวิชาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และพัฒนาระบบทวิภาคีหรือสหกิจศึกษาให้เอื้อต่อ การเตรียมคนที่มีทักษะให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างปัจจัยแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย การสร้างเสริมให้คนมีสุขภาพดี เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพและ การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ในการดูแลสุขภาพ การพัฒนารูปแบบการออกก าลังกายและโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย การใช้มาตรการทางกฎหมายและ ภาษีในการควบคุมและส่งเสริมอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การสร้างกลไกในการจัดทำนโยบาย สาธารณะที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่จะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เพื่อถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ให้ผู้อื่นทราบ ทุกชาติทุกภาษาต่างก็มีภาษาเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย แสดงถึงภูมิปัญญาของ บรรพบุรุษที่ได้รังสรรค์ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ การติดต่อสื่อสาร และการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ภาษายังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคน เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ ดังข้อความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่องความเป็นชาติในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวความว่า
“ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งใดจะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดที่ต้องปกครองชนต่างชาติต่างภาษาจึงต้องพยายามตั้งโรงเรียนและออกบัญญัติบังคับให้ชนต่างชาติต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง...แต่ถ้ายังจัดการแปลงภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็แปลว่าผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น และยังเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบนั้น” (อมรรัตน์ เทพกำปนาท, 2548)สอดคล้องกับพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรที่ทรงเห็นถึงความสำคัญของภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของชาติไทย ความว่า “ภาษาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ...ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองต้องหวงแหน...” และ “เราโชคดีที่มีภาษาของเราเองแต่โบราณ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาไว้” (สมศักดิ์ ทองช่วย, 2561) และกองเทพ เคลือบพนิชกุล (2542) กล่าวว่า “ถ้าชนชาติใดรักษาภาษาของตนเองให้บริสุทธิ์ก็ได้ชื่อว่ารักษาความเป็นชาติไว้ได้”ดังนั้นการธำรงรักษาและใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะมีบรรพบุรุษมาจากเชื้อชาติศาสนาใดจะต้องเรียนรู้ให้แตกฉานและร่วมกันอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่สืบไป ปัจจุบันผู้ใช้ภาษาไทยจำนวนมากใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองฝึกฝนและเรียนรู้การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องทั้งการพูด การอ่าน และการเขียน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่คุ้นชินกับลักษณะและวัฒนธรรมภาษาของไทย เพราะไม่ได้ใช้ภาษาไทยมาแต่กำเนิด เมื่อมาเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมการใช้ภาษาไทย อาจจะไม่เข้าใจภาษาไทยและวัฒนธรรมการใช้ภาษาไทยอย่างแท้จริง ดังที่นวลทิพย์ เพิ่มเกสร (2551) กล่าวถึงปัญหาการใช้ภาษาไทยของนักเรียนชาวจีน สรุปได้ว่า นักเรียนชาวจีนไม่สามารถออกเสียงพยัญชนะหรือสระบางเสียงที่ไม่มีในภาษาจีนได้ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า [บางที] ออกเสียงเป็น [ปางที] คำว่า [หวังว่า] ออกเสียงเป็น [หวางว่า] คำว่า [ดีใจ] ออกเสียงเป็น [ดีจาย] ทั้งนี้ “เนื่องจากการแทรกแซงของภาษาแม่มีอิทธิพลต่อภาษาต่างประเทศ” (Williams, 2535) สอดคล้องกับ หวี่นห์ วัน ฟุก,(2546) พบว่า “ผู้เรียนชาวเวียดนามถิ่นใต้ออกเสียงภาษาไทยไม่ชัดเจน เนื่องจากลักษณะของเสียงภาษาไทยมาตรฐานบางเสียงไม่ปรากฏในภาษาเวียดนามถิ่นใต้ ผู้เรียนจึงเอาลักษณะทางเสียงในภาษาเวียดนามที่ใกล้เคียงกับภาษาไทยเข้ามาแทรกแซงเมื่อใช้ภาษาไทย” สอดคล้องกับธีราภรณ์ พลายเล็ก (2555) ได้ศึกษาเรื่องเสียงพยัญชนะท้ายคำภาษาอังกฤษที่เป็นปัญหาในการออกเสียงของนักศึกษาไทย สรุปได้ว่า มีเสียง [θ], [ð], [ɾ], [z], [ʃ] ซึ่งเป็นเสียงที่มีปัญหาในการออกเสียงของนักเรียนไทย และจันทนี กัณโท (2554) ได้ศึกษาปัญหาการออกเสียงพยัญชนะท้ายภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 พบว่า “นักเรียนมีปัญหาการออกเสียง [-st], [-ts] และ [r]” เนื่องจากเป็นเสียงที่ไม่มีใช้ในภาษาไทย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าผู้ใช้ภาษาใดเป็นภาษาที่หนึ่ง เมื่อมาเรียนรู้ภาษาที่สองจะมีปัญหาด้านการใช้ภาษา กล่าวคือผู้เรียนไม่มีความมั่นใจในการใช้ภาษา ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง ทั้งการพูด การอ่าน และการเขียน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสารและอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงหรือความรู้สึกในความเป็นชาติตามมา สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานียะลา และนราธิวาส เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีผู้ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาที่หนึ่งและใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง “ประมาณร้อยละ 80-85” (กามารุดดีน อิสายะ,2553) ส่งผลให้บุคคลที่ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาหลักในพื้นที่ดังกล่าว “ขาดทักษะด้านการใช้ภาษาไทย เมื่อจะใช้ภาษาไทยก็ไม่มีความมั่นใจ และใช้ไม่ถูกต้อง” (เรชา ชูสุวรรณ, 2552) และยังกล่าวไว้สรุปได้ว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีผู้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รวมทั้งไม่สามารถพูดภาษาไทยได้อีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางด้านสังคมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของภาษาไทยกับมลายูถิ่นที่นักเรียนใช้ในการพูดและภาษาอาหรับที่นักเรียนต้องเรียนทั้งอ่านและเขียนมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในลักษณะโครงสร้างทางภาษา รูปและเสียงพยัญชนะ สำเนียงการพูด การออกเสียงคำหรือประโยคการออกเสียงในการพูดภาษามลายูถิ่น แตกต่างกับเสียงในภาษาไทย ทำให้ออกเสียงไม่ชัดการพูดหรืออ่านออกเสียงไม่ชัด ส่งผลต่อการเขียนที่ถูกต้องด้วย เช่น คำว่า กิน นักเรียนจะออกเสียง กิง และเขียน กิง ด้วย

กรอบแนวคิด

กรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์หลัก

 

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

วัตถุประสงค์/ตัวชี้วัดความสำเร็จขนาดปัญหาเป้าหมาย 1 ปี
1 เพื่ออบรมเทคนิคการสอบอ่านและเขียน

ร้อยละของผู้อ่านออกเขียนได้

50.00 80.00

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่วางไว้(คน)จำนวนที่เข้าร่วม(คน)
จำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่วางไว้(คน)จำนวนที่เข้าร่วม(คน)

การดำเนินงาน/กิจกรรม

วันที่ชื่อกิจกรรมกลุ่มเป้าหมาย
(คน)
งบกิจกรรม
(บาท)
ทำแล้ว
 
ใช้จ่ายแล้ว
(บาท)
1 ก.พ. 62 กิจกรรมการอบรมเทคนิคการสอนอ่านและเขียนภาษาไทยแก่ผู้สอนภาษาไทยที่ไม่ตรงตามคุณวุฒิในจังหวัดนราธิวาส 0.00 52,050.00
2 - 5 ก.ค. 62 กิจกรรมการสอนการอ่านและเขียนภาษาไทยแก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา (ช่วงชั้นที่ ๑ ป.๑-ป.๓)ในจังหวัดนราธิวาส 6,500.00 -
รวม 0 6,500.00 1 52,050.00
วิธีดำเนินการ (บรรยายเพิ่มเติม)

1.ประชุมอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ และนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 11-034-101 การใช้ภาษาไทย และวิชา 11-034-102 การใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เพื่อวางแผนการดำเนินโครงการและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการ 2.สำรวจความต้องการของโรงเรียนในการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ ภาษาไทยคุณธรรมจริยธรรม และสื่อการเรียนรู้ 3.ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบพัสดุ เพื่อจัดซื้อวัสดุ
4.จัดกิจกรรมสอนเสริมภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่กลุ่มโรงเรียนโคกเคียน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 และโรงเรียนบ้านบาตาปาเซ
5.สรุปผลการดำเนินโครงการและปรับปรุงผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งวางแผนการดำเนินโครงการระยะต่อไป

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.นักเรียนกลุ่มโคกเคียน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 และโรงเรียนบ้านบาตาปาเซ มีความรู้ภาษาอังกฤษ
และภาษาไทยสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนร้อยละ 20 2.นักเรียนกลุ่มโรงเรียนโคกเคียน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 และโรงเรียนบ้านบาตาปาเซ ตระหนักในความสำคัญของการมีคุณธรรมจริยธรรมและมีจริยธรรมที่ดีงามมากขึ้น 3.ครูผู้สอนภาษาไทยในจังหวัดนราธิวาสมีเทคนิคการเรียนการสอนภาษาไทยมากมากขึ้น

เอกสารประกอบโครงการ

โครงการเข้าสู่ระบบโดย nareerat nareerat เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 10:17 น.